|
เขียนโดย gracezone
|
|
หน้า 1 จาก 9 มีกฎข้อหนึ่ง ได้แก่การมีอย่างเหลือเฟือซึ่งดำเนินอยู่ในชีวิต และความเหลือเฟือนี้มีไว้เพื่อดำเนินชีวิตของคุณเอง
คำว่า “เหลือเฟือ” (abundance) เป็นคำที่ไพเราะมาก ผมชอบคำ คำนี้เพราะมันรู้สึกเต็มเปี่ยมและร่ำรวย รากศัพท์คำนี้ (ในภาษาอังกฤษ) มาจากคำในภาษาลาตินว่า undare ซึ่งแปลว่า “ปรากฏขึ้นเป็นลูกคลื่น” ดังนั้น เวลาที่คุณคิดหรือปฏิบัติอย่างเหลือเฟือ คุณจะกระตุ้นสิ่งดีๆ ทั้งหมดให้ปรากฏแก่คุณเป็นลูกคลื่น ผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่งของชายคนหนึ่งชื่อ ลอยด์ จากวอชิงตัน ดี. ซี. เมื่อหนึ่งปีก่อน ชายคนนี้ประสบปัญหาทุกประเภท ชีวิตสมรสของเขากำลังจะล่ม เขาติดเหล้า ตกงาน ถูกไล่ออกจากงานเจ็ดครั้งซ้อนจากกลุ่มภัตตาคารที่ชื่อ “ฮอท ช๊อปเปส” แน่นอน ลอยด์คงไม่อาจพูดว่าสิ่งดีๆทั้งหลายปรากฏแก่เขาเป็นลูกคลื่น หรือแม้แค่เป็นฟอง หลังจากนั้นไม่นาน ลอยด์เริ่มได้ยินผลอันอัศจรรย์ของความคิดในแง่บวกที่เกิดกับผู้คนต่างๆ เขาศึกษาพลังแห่งการคิดในแง่บวกทั้งจากหนังสือ และบทความต่างๆ ที่เขาหาได้ และตัดสินใจที่จะใช้เทคนิคนี้กับตัวเขาเอง สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือจัดการกับอดีตของตัวเอง ใครจะจ้างเขาถ้ารู้ว่าเขามีประวัติอย่างนี้ แต่นั่นเป็นความคิดในแง่ลบ ซึ่งเขาเคยล้มเหลวมาก่อน มันไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ตัดสินอนาคตได้อย่างแน่นอน ในหนังสือ พลังแห่งการคิดในแง่บวก เขาพบคำพูดที่ทรงพลังจากคัมภีร์ไบเบิล “..ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย..”(ฟป 3:13-14) ลอยด์ออกไปหางานทำอีกครั้ง...ที่ร้านฮอท ช๊อปเปส ที่ซึ่งเขาถูกไล่ออกมาแล้ว 7 ครั้ง เขาเดินเข้าที่ห้องของผู้จัดการฝ่ายบุคคล ยืดอกขึ้นแม้ว่าจะกลัว และสั่น ท่องพระคำใน ฟิลิปปี ไปตลอด ศรัทธาใหม่ที่มีอยู่ในตัวเขาทำให้เขากล้าบอกผู้จัดการว่าเขาต้องการกลับเข้ามาทำงานที่นี่ใหม่อีกครั้ง แล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น ผู้จัดการฝ่ายบุคคลบอกเขาว่า ถ้าเขาสามารถหาผู้จัดการสักคนที่สามารถรับรองเขาได้ เขาจะได้กลับมาทำงานที่นี่ใหม่อีกครั้ง ผมรู้ได้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า บริษัทแห่งนี้เริ่มใช้หลักการของการคิดในแง่บวกแล้ว ลอยด์เขียนมาว่า “ผมพบผู้จัดการคนหนึ่งที่จำความดีและความเลวของผมได้ เขาให้โอกาสผมอีกครั้ง” ลอยด์ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ภัตตาคารรถขับผ่านแวะซื้อ (drive-in restaurant) แห่งนี้ เขาปรับระเบียบในชีวิตของตัวเองใหม่ที่นั่นนับแต่นั้นมา เขาเขียนเล่าว่า ผมให้สัญญาง่ายๆ กับพระเจ้าและตัวเอง 2 ข้อ มันเป็นอะไรที่ผมไม่เคยกล้าทำมาก่อน เพราะสำหรับผมแล้ว การให้สัญญาอะไรกับใครเป็นเรื่องยาก ยิ่งกับพระเจ้าแล้วยิ่งยากขึ้นไปใหญ่ ข้อแรก ผมสัญญาว่าจะอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล และอธิษฐานอย่างจริงจังทุกวัน ข้อสอง ผมสัญญาว่าผมจะถวาย 10 % ไม่ว่าผมจะได้รับทิปในคืนนั้นดีหรือไม่ ก็ตาม ผมตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามสัญญานี้ตามที่เขียนอยู่ในไบเบิลว่า “พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสว่า จงนำสิบชักหนึ่งเต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ ดูทีหรือว่าเราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่” (มาลาคี 3:10) ผมไม่ใช่ทูตสวรรค์ และเคยทำผิดมาแล้วมากมาย แต่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้พบกับความสุข ความสงบ และการสื่อสารที่ได้ผลกับจิตวิญญาณของผม เวลาความดันของผมเริ่มสูงขึ้น เพราะลูกค้าที่ขับรถผ่านช่องรับอาหาร (บริการอาหารรับกลับ) ไม่ยอมให้ทิป ข้อความในพระคัมภีรืไบเบิล หรือจากหนังสือของคุณจะผุดขึ้นในใจของผม แล้วผมก็จะพยายามให้บริการที่ดีกว่ากับรถคันถัดไป เมื่อเช้านี้หลังจากที่ผมเลิกงานกลับมาถึงบ้าน ผมหวนนึกถึงช่วงหลายปีที่ผ่านมา แล้วจู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าปัญหาที่เกิดกับผมเมื่อปีก่อนหายไปหมดแล้ว แล้วลอยด์ก็พูดสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจขึ้นมา ผมคิดว่ามันเป็นผลอันสร้างสรรค์ที่สุดของการคิดในแง่บวก อย่าลืมว่า นี่เป็นสิ่งที่มาจากชายหนุ่มที่เพิ่งมีชีวิตใหม่ ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถถวาย 10 % ได้ แต่เดี๋ยวนี้ผมคิดว่าผมไม่อาจทนที่จะไม่ทำมันได้เลย! ช่างเป็นความคิดที่สร้างสรรค์อะไรเช่นนี้ เครื่องหมายอัศเจรีย์ที่ท้ายประโยคข้างบนเป็นสิ่งที่ลอยด์เขียนเอง เขารู้สึกเหมือนอยากจะตะโกนบอกคนทั้งโลกถึงพลังแห่งความคิดใหม่ที่เขาค้นพบ ตอนที่เขาเริ่มถวายด้วยการมอบตัวเองและเงินทองอย่างจริงใจ เขาได้ปลดปล่อยพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดอย่างหนึ่งออกไป เขาได้ค้นพบความจริงที่สำคัญในการมีชีวิตอย่างมีความสุข นั่นคือ คุณต้องให้เพื่อจะได้รับสิ่งดีๆในชีวิต นี่คือเคล็ดลับ ของกฎแห่งการมีเหลือเฟือ
ผมขอย้ำให้ฟังอีกครั้ง เพราะใจความในประโยคนั้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณอย่างแท้จริง มันจะทำให้คุณมีชีวิตที่สมบูรณ์ ปิติยินดีและเปี่ยมล้นด้วยความสุขมากกว่าที่คุณเคยนึกฝันมาก่อน คุณต้องเป็นผู้ให้ก่อน จึงจะได้รับสิ่งดีๆ ในชีวิตนี้ จงฝังความคิดอันนี้ลงไปในจิตสำนึกของคุณอย่างมั่นคง ท่องมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ปล่อยความคิดของคุณให้จมอยู่กับมันจนมันกลายเป็นส่วนสำคัญของแนวคิดของคุณ คุณต้องให้ก่อน จึงจะได้รับสิ่งดีๆ ในชีวิตนี้ ผมไม่อาจย้ำความสำคัญของมันได้มากไปกว่านี้ มันเป็นสิ่งที่สามารถเปี่ยนแปลงชีวิตของคนทุกคนได้
|